เมื่อพูดถึงการดูแลริ้วรอย หลายคนอาจนึกถึงการทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ที่สุด แต่ผลสำรวจระดับโลกล่าสุดกลับสะท้อนว่า สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการต้องการมากที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใบหน้า แต่คือผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและยังคงความเป็นตัวเอง

ปัจจุบันความคาดหวังของผู้ที่สนใจดูแลริ้วรอยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หลายคนไม่ได้มองหาเพียงการลดเลือนริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่กลมกลืนกับใบหน้า ดูเป็นธรรมชาติ และคงอยู่ได้ในระยะยาว แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจระดับโลกด้านการรักษาและลดเลือนริ้วรอยของ Galderma ผู้พัฒนานวัตกรรมด้านเวชศาสตร์ผิวหนัง ซึ่งรวบรวมมุมมองและประสบการณ์จากทั้งผู้เข้ารับบริการและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะพาสำรวจประเด็นสำคัญจากผลการศึกษาดังกล่าว พร้อมอธิบายว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลริ้วรอยในปัจจุบันอย่างไร
ผลสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นในสหรัฐอเมริกา บราซิล สหราชอาณาจักร และจีน นับเป็นหนึ่งในการสำรวจด้านการรักษาและลดเลือนริ้วรอยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เข้ารับบริการ 280 คน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 162 คน ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผิวหนัง ศัลยแพทย์ตกแต่ง แพทย์เวชศาสตร์ความงาม และพยาบาลผู้ทำหัตถการฉีด
ผู้เข้ารับบริการที่ร่วมตอบแบบสำรวจ คือผู้ที่เคยเข้ารับการฉีดลดเลือนริ้วรอยภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา หรือมีแผนเข้ารับการรักษาภายใน 3 เดือนข้างหน้า ทำให้ข้อมูลที่ได้สะท้อนทั้งประสบการณ์จริงและความคาดหวังของผู้ที่กำลังตัดสินใจดูแลริ้วรอย
ข้อมูลจากผลสำรวจพบว่า การฉีดลดเลือนริ้วรอยยังคงเป็นหัตถการด้านความงามแบบไม่ต้องผ่าตัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ผู้เข้ารับบริการทั่วโลก 85% ระบุว่าจะรักษาระดับการเข้ารับบริการเดิมหรือเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 97% ในประเทศจีน และ 87% ในสหราชอาณาจักร
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการดูแลริ้วรอยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับบริการและแพทย์ต่างให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลลัพธ์มากกว่าที่เคย
หนึ่งในข้อมูลที่โดดเด่นที่สุดจากผลสำรวจ คือ 86% ของผู้เข้ารับบริการระบุว่าผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติเป็นคุณประโยชน์ที่มีคุณค่ามากที่สุดในการตัดสินใจเข้ารับการรักษาและลดเลือนริ้วรอย

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าผู้เข้ารับบริการในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงใบหน้าให้แตกต่างจากเดิม แต่ต้องการเสริมความมั่นใจโดยยังคงเอกลักษณ์ของตนเองไว้ การแสดงสีหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ จึงยังเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญหลังการรักษา
นอกเหนือจากผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติแล้ว ผลสำรวจยังพบว่าความคุ้มค่าในระยะยาวเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เข้ารับบริการให้ความสำคัญอย่างมาก โดย 78% ระบุว่ายินดีจ่ายเพิ่ม หากผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้อย่างน้อย 6 เดือน
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมการเข้ารับบริการจริง เนื่องจากผู้เข้ารับบริการกว่า 70% เข้ารับการรักษาเพียง ปีละ 1-2 ครั้ง จึงให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้ยาวนานและคุ้มค่ากับการลงทุนทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ผู้เข้ารับบริการยังให้คะแนนความสำคัญของการเห็นผลตั้งแต่วันแรกของการรักษาสูงกว่า 8 จาก 10 คะแนน สะท้อนให้เห็นว่าความรวดเร็วในการเห็นผลเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา
เมื่อสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผู้เข้ารับบริการรู้สึกได้หลังการรักษา คำตอบที่พบมากที่สุด ได้แก่ ความมั่นใจในตนเองที่เพิ่มขึ้น รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีขึ้น และความรู้สึกเชิงบวกโดยรวม
ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลริ้วรอยไม่ได้ส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมความมั่นใจและส่งผลเชิงบวกต่อความรู้สึกของผู้เข้ารับบริการอีกด้วย
แม้ว่าผู้เข้ารับบริการจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ความรวดเร็ว และความยาวนานของผลลัพธ์ แต่ในมุมของแพทย์ การเลือกแนวทางการรักษายังต้องพิจารณาปัจจัยด้านประสิทธิภาพและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไป ผลสำรวจพบว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลทางคลินิกรองรับ มีผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสมในแต่ละราย
เมื่อสอบถามแพทย์ถึงคุณสมบัติที่มีผลต่อการเลือกแนะนำผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยจากตัวเลือกทั้งหมด 8 ข้อ ผลสำรวจพบว่าผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน เป็นปัจจัยที่ได้รับความสำคัญมากที่สุด โดยแพทย์ 73% จัดให้เป็นหนึ่งใน 3 ปัจจัยสำคัญอันดับแรก
รองลงมาคือ สูตรผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูงและบริสุทธิ์ ซึ่งแพทย์ 64% ให้ความสำคัญ และการเห็นผลเร็วตั้งแต่วันแรกของการรักษา ซึ่งแพทย์ 60% จัดให้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญเช่นกัน
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าแพทย์ไม่ได้พิจารณาเฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังการรักษาเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว รวมถึงประสบการณ์ของผู้เข้ารับบริการตลอดกระบวนการรักษา
แนวโน้มเดียวกันยังปรากฏชัดเมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่แพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ จากตัวเลือกทั้งหมด 7 ข้อ ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ยังคงเป็นเหตุผลอันดับหนึ่ง โดยแพทย์ 71% ระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุด รองลงมาคือ สูตรผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูงและบริสุทธิ์ (64%) และ การเห็นผลได้รวดเร็วตั้งแต่วันแรก (56%) ผลสำรวจนี้สะท้อนว่าแม้จะเป็นการพิจารณาเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ แต่เกณฑ์สำคัญของแพทย์ยังคงยึดโยงกับประสิทธิภาพของผลลัพธ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก มากกว่าปัจจัยด้านการตลาดหรือความนิยมเพียงอย่างเดียว
เมื่อพิจารณาปัจจัยที่แพทย์ใช้ในการเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับการรักษา จากทั้งหมด 7 ปัจจัย ผลสำรวจพบว่าความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ทางคลินิกเป็นเกณฑ์ที่ได้รับความสำคัญมากที่สุด โดยแพทย์ 90% จัดให้เป็นหนึ่งใน 3 ปัจจัยอันดับต้น ๆ รองลงมาคือ หลักฐานและงานวิจัยทางคลินิกที่น่าเชื่อถือ ซึ่งแพทย์ 81% ให้ความสำคัญ และผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งแพทย์ 80% ระบุว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ความสะดวกในการใช้งานก็ได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนการเตรียมผลิตภัณฑ์ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบพร้อมใช้ (Ready-to-use Liquid Formulation) ซึ่งได้รับคะแนนความสำคัญเฉลี่ย 7.5 จาก 10 คะแนน ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่านอกเหนือจากประสิทธิภาพและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แล้ว แพทย์ยังให้ความสำคัญกับความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งช่วยสนับสนุนการวางแผนการรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ผู้เข้ารับบริการ

ข้อมูลทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ของแพทย์ไม่ได้อาศัยเพียงความนิยมหรือกระแสของตลาด แต่ต้องผ่านการประเมินทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้เข้ารับบริการแต่ละรายได้มากที่สุด
ผลสำรวจระดับโลกครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้เข้ารับบริการและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของการรักษา เป็นหัวใจสำคัญ แม้มุมมองของทั้งสองกลุ่มจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่เป้าหมายกลับสอดคล้องกันอย่างชัดเจน

สำหรับผู้เข้ารับบริการ สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ความรวดเร็วในการเห็นผล และระยะเวลาของผลลัพธ์ที่ยาวนาน ขณะที่แพทย์ให้ความสำคัญกับ ข้อมูลทางคลินิก หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ เพื่อประกอบการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มของการดูแลริ้วรอยในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลดเลือนริ้วรอยเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการเลือกแนวทางการรักษาที่สามารถสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้ารับบริการในระยะยาว
จากทิศทางความต้องการทั้งสามด้าน คือผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ รวดเร็ว และยาวนาน Galderma ได้พัฒนา ABO ADVANCED PROGRAM ซึ่งเป็นนวัตกรรมในกลุ่มโปรแกรมเอโบทูลินัมท็อกซิน (AbobotulinumtoxinA) สำหรับการดูแลริ้วรอยจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า

แนวคิดสวยเร็ว สวยเนียน สวยนาน ของโปรแกรมนี้ สอดคล้องโดยตรงกับทิศทางความต้องการที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด สะท้อนว่าการพัฒนานวัตกรรมด้านการลดเลือนริ้วรอยของ Galderma มุ่งตอบโจทย์ทั้งความคาดหวังของผู้เข้ารับบริการและมาตรฐานที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้โปรแกรมหรือปริมาณที่เหมาะสมยังคงต้องผ่านการประเมินสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าจากแพทย์เป็นรายบุคคลเสมอ เนื่องจากผลลัพธ์และระยะเวลาของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายและความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำหัตถการ
ผลสำรวจระดับโลกของ Galderma แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังต่อการรักษาและลดเลือนริ้วรอยกำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้เข้ารับบริการไม่ได้มองหาเพียงการลดเลือนริ้วรอย แต่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ เห็นผลได้รวดเร็ว และคงอยู่ได้นาน ขณะเดียวกันแพทย์ยังคงยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางคลินิกเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกแนวทางการรักษา
เมื่อทั้งสองมุมมองมาบรรจบกัน จะเห็นได้ว่าการดูแลริ้วรอยในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานระหว่างนวัตกรรมที่ได้รับการศึกษาอย่างรอบด้าน ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้เข้ารับบริการแต่ละราย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการในระยะยาว